วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


"น้ำค้าง" เกิดขึ้นได้อย่างไร?


น้ำค้างเป็นธรรมชาติที่ มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเกิดขึ้นได้ไม่ว่าเป็นฤดูร้อน หนาว ฝน หรือฤดูใบไม้ผลิ ในตอนเช้าตรู่เมื่อเราตื่นขึ้นมาก็จะเห็นหยดน้ำน้ำค้างเกาะอยู่ตามใบหญ้า ใบไม้ และตามโลหะต่างๆ เต็มไปหมด เมื่อต้องแสงแดดในตอนเช้าจะทอแสงแวววาวสวยงามน่าดู...

      ยิ่งที่มันเกาะอยู่ตามรังของใยแมงมุมที่ขึงอยู่ตามต้นไม้จะเหมือนกับเพชร เม็ดเล็กๆ ร้อยเป็นพวง เป็นตาข่ายเกิดความงามอย่างน่ามหัศจรรย์ น้ำค้างใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืนหรือเวลา ย่ำรุ่งเท่านั้น เพราะแม้แต่ในตอนเย็นก่อนที่พระอาทิตย์ตกดิน บางโอกาสก็เกิดน้ำค้างเกาะอยู่ตามใบหญ้า และใบไม้ด้วยเหมือนกัน
       น้ำค้างเกิดขึ้นจากละอองไอน้ำหรือความชื้นที่มีอยู่ในอากาศ เพราะโดยปกติแล้ว น้ำมีการระเหยกลายเป็นไอแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอากาศได้ทุกขณะ ในเมื่อความชื้นของอากาศยังมีน้อยไม่ถึงจุดอิ่มตัว แต่พออากาศอมเอาไอน้ำไว้ได้มากจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันจะไม่ยอมรับไอน้ำที่ระเหยอีกต่อไป นอกจากมันจะได้ "คาย" ไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศก่อนแล้วนั้นออกไปเสียบ้าง
 ปริมาณของไอน้ำในอากาศขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศ อากาศร้อนสามารถเก็บไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น ดังนั้นหากเราลดอุณหภูมิของอากาศจนถึงจุดๆ หนึ่ง จะเกิด "อากาศอิ่มตัว" (saturated vapour) อากาศไม่สามารถเก็บกักไอน้ำไว้ได้มากกว่านี้ หรือกล่าวได้ว่า อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 100% ดังนั้นหากอุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอีก ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว อุณหภูมิที่ทำให้เกิดการควบแน่นนี้เรียกว่า "จุดน้ำค้าง" (dew point)

             เมื่อถึงเวลากลางวันน้ำค้างที่หยดอยู่บนยอดหญ้า เมื่อได้รับแสงอาทิตย์ก็จะระเหยไปหมด ปริมาณความชื้นในอากาศ ที่เรียกว่า ความชื้นสัมพัทธ์ ถ้าในอากาศที่มีความชื้นมากจะทำให้เรารู้สึกร้อนและเหนียวตัว แต่เมื่ออากาศหนาวมากน้ำค้างจะแข็งตัวเราเรียกว่า จุดน้ำค้างแข็ง จุดนี้ส่วนมากจะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มฤดูใบไม้ร่วงเพราะอุณหภูมิในช่วงกลางวัน และกลางคืนแตกต่างกันมาก
             ในบางครั้งหยดน้ำที่เกาะตัวนี้ ยังลอยอยู่ในอากาศเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดฝ้าหนาทึบ เราเรียกว่า "หมอก" ซึ่งเมื่อถูกความร้อนในตอนเช้า หมอกนี้จะค่อยละลายตัวออกไปเป็นไอน้ำปะปนแทรกซึมอยู่ในอากาศเช่นเดิม




                         -->

                              ภาพหมอกและน้ำค้างบนใยแมงมุม
        
ความชื้นของไอน้ำในอากาศนอกจากจะทำให้เกิดน้ำค้างและหมอกขึ้นแล้ว ยังมีส่วนสัมพันธ์กับอุณหภูมิของลมฟ้าอากาศอีกด้วย วันใดถ้าอากาศมีความชื้นมาก แม้แดดจ้า และมีอุณหภูมิร้อนจัดเช่นอยู่ในฤดูร้อนเป็นต้น เราจะตากผ้าแห้งช้า แต่ตรงกันข้ามถ้าวันใดอากาศมีความชื้นน้อย แม้ฝนจะตกหรือเป็นเวลากลางคืนก็จะตากผ้าแห้งได้เร็ว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากMy firstbrain
ที่มา  :  วิชาการดอทคอม

โพสต์เมื่อ 13 กุมภาพันธุ์ 2556



ภาวะโลกร้อนมีผลต่อความรุนแรงของพายุฮอริเคนจริงหรือ?



ถ้าทุกคนยังไม่ลืมเหตุการณ์วาตภัยครั้งร้ายแรงเมื่อวันที่25 สิงหาคม พ.ศ.2548ซึ่งพายุฮอริเคนแคทาริน่าได้พัดถล่มรัฐชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา ได้แก่รัฐ New Orleans, หลุยเซียน่า และมิสซิสซิปปี้ กินพื้นที่ 230,000 ตารางกิโลเมตร สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีมูลค่าความเสียหายถึง 75,000ล้านเหรียญสหรัฐ หลายคนตั้งคำถามว่าความรุนแรงของพายุแคทาริน่าเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ ซึ่งนักวิชาการยังไม่อาจสรุปได้ว่าความรุนแรงของแคทาริน่าเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนเพียงอย่างเดียว เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อสภาพอากาศ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและความแปรปรวนของฤดูกาล(ฤดูกาลมาล่าช้ากว่าปกติ) อีกด้วย

         ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่าพายุฮอริเคนมีลักษณะอย่างไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร พายุฮอริเคนคือพายุที่มีความเร็วลม 200 – 2,000 กิโลเมตร เกิดเมื่อผิวหน้าน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงกับความกดอากาศต่ำ พายุฮอลิเคนจึงเกิดเฉพาะในเขตร้อนและมีลักษณะเป็นฤดูกาล (มิถุนายน ถึง พฤศจิกายน)โดยพบว่าอุณหภูมิผิวหน้าน้ำต้องสูงกว่า 27 องศาเซลเซียสจึงจะเกิดพายุฮอริเคนได้

         
         ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความรุนแรงของพายุฮอริเคนได้แก่ อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเล นักวิทยาศาสตร์พบว่าพายุฮอลิเคนแคทาริน่ามีกำลังแรงขึ้นหลังจากเคลื่อนตัวผ่านอ่าวแม็กซิโก เนื่องจากความร้อนบริเวณดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาความสัมพันธ์พฤติกรรมของมนุษย์ต่อสภาพอากาศ พบว่า มนุษย์มีส่วนเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน ซึ่งก๊าซเหล่านี้มีผลทำให้อุณหภูมิผิวหน้าน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น และการสูงขึ้นของอุณหภูมิผิวหน้าน้ำมีผลทำให้ความรุนแรงของพายุฮอริเคนทวีกำลังแรงขึ้น
         นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะคาดการณ์ความรุนแรงของพายุเมื่อปัจจัยรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลง โดยทำโมเดล (โปรแกรมแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองเหตุการณ์)เพื่อคาดคะเนผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิผิวหน้าน้ำ กระแสลม ความชื้น เป็นต้น พบว่าก๊าซเรือนกระจกมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวหน้าน้ำ และการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวหน้าน้ำแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดพายุที่รุนแรงมากขึ้น สิ่งที่น่าวิตกมากกว่าความรุนแรงของพายุแคทาริน่าก็คือจากการพยากรณ์ของโมเดลพบว่าในอนาคตภาวะโลกร้อนอาจทำให้ความรุนแรงของพายุฮอริเคนเพิ่มยิ่งขึ้น



 
โพสต์เมื่อ 13 กุมภาพันธุ์ 2556

พันธุกรรมนำโรค


ก่อนที่จะได้มีโอกาสเป็นคุณพ่อคุณแม่ ควรหยุดคิดสักนิดว่าคุณทั้งสองจะเป็นผู้สร้างตำนานท้าวแสนปม ให้แก่ลูกน้อย หรือสร้างเค้าให้เติบโตเป็นดาวตลกของเมืองไทยเช่น สายัญ ดอกสะเดาผู้ล่วงลับ เพราะโรคเหล่านี้เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมของพ่อและแม่ให้แก่ลูก และที่สำคัญไปกว่านั้นโรคที่ลูกน้อยเป็นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และติดตัวลูกน้อยไปตลอดชีวิต

นอกจากโรคท้าวแสนปม(neurofibromatosis) และโรคดาวน์ซินโดรมที่กล่าวมาแล้ว ยังพบโรคทางพันธุกรรมซึ่งเป็นที่รู้จักและพบบ่อย เช่นอาการตาบอดสี ฮีโมฟีเลีย(อาการคือเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก) โรคธาลัสซีเมีย (อาการคือ ภาวะโลหิตจาง หากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้)โรคคนเผือก หรือแม้แต่โรคเด็กดักแด้

เชื่อแน่ว่าไม่มีพ่อแม่คนใดอยากให้ลูกเกิดมาอย่างผิดปกติ พ่อแม่จึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะหยุดยั้งโรคทางพันธุกรรมให้แก่ลูก เพื่อป้องกันความพิการหรือโรคซ้ำในลูกหรือญาติที่จะเกิดตามมา โดยการตรวจคัดกรองโครโมโซมให้แก่ลูกในครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 14-18 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสงสัยว่า หากทราบว่าลูกในครรภ์มีความผิดปกติแล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไป ในกรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับคำวินิจฉัย ประกอบการตัดสินใจว่าจะยุติภาวะตั้งครรภ์หรือไม่ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่กลัวที่จะรู้ความจริง เพราะอย่างน้อยหากท่านทราบว่าลูกมีความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และท่านไม่ได้ยุติภาวะตั้งครรภ์เสียก่อน ท่านก็ควรเตรียมวางแผนอนาคตให้ลูกในระยะยาว

ร่วมกันตรวจคัดกรองโครโมโซม เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมกันนะคะ

ที่มา  http://www.nsm.or.th/nsm2009/index.php?option=com_nsmcontents&views=article&id=2607&Itemid=90

โพสต์เมื่อ 13 กุมภาพันธุ์ 2556